วันจันทร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กำเนิดเกมลูกหนังโลก
หาก จะพูดถึงกีฬาฟุตบอล หลายคนอาจจะรู้ดีว่าเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกนิยมชมชอบกันมากที่สุด แต่ถ้าจะมองย้อนกลับไป คงจะมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่า จริงๆ แล้ว ต้นกำเนิดของฟุตบอลไม่ได้เริ่มขึ้น เพียงแค่ 100 -200 ปีที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว ฟุตบอลเริ่มแพร่หลายและนิยมเล่นกันมากว่า 2,000 ปีมาแล้ว โดยแรกเริ่มมีการค้นพบ ว่าในราชวงศ์ ฮั่น ของจีน ช่วง 200 -300 ปีก่อนคริสตกาล มีการเล่นฟุตบอลกันแล้ว แต่ในครั้งนั้น ขุนนาง รวมทั้งประชาชนทั้งหลายจะนิยมเล่นกันเพื่อเป็นการออกกำลังกาย เสริมสร้างความแข็งแกร่ง โชว์ทักษะความสามารถเฉพาะตัว ไม่มีการเข้าปะทะกัน โดยมีการนำขนนกมาเย็บติดกับหนังสัตว์ แล้วใช้เท้าเตะบอลขนนกนี้ให้สูง 30 -40 เซนติเมตร ข้ามไม้ไผ่ที่คั่นกลางระหว่างผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่าย ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายรับบอลขนนกไม่ได้ ก็จะเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งการเล่นแบบนี้ ต้องอาศัยคนที่มี ทักษะ ปฏิภาณ - ไหวพริบที่ยอดเยี่ยม เนื่องจากไม่อนุญาตให้ใช้มือตีบอลขนนก แต่จะอนุญาตให้ใช้ ไหล่, หน้าอก, เข่า,เท้า และ ศีรษะ เดาะหรือเตะเจ้าบอลขนนกเท่านั้น

จากนั้นอีก 500 - 600 ปีต่อมา ที่ประเทศญี่ปุ่นจึงมีการเล่น ที่เรียกว่า
"คามารี่" และมีการพัฒนาการนำหนังสัตว์มาทำเป็นลูกบอล แต่ว่าทำให้มันกลมขึ้น แตก ต่างจากสมัยราชวงศ์ ฮั่น มีการเล่นที่เป็นแบบแผนและสง่างามมากขึ้น แม้แต่ในราชสำนักยังนิยมเล่นกันในงานราชพิธีต่างๆ ซึ่งวิธีการเล่นก็ง่ายๆ โดยมีข้อแม้ ห้ามใช้แขน แต่ให้ใช้เท้า, ขา, หน้าอก, เข่า รวมทั้งศีรษะ เดาะบอล ภายในเขตกำหนด แล้วส่งบอลต่อไปให้ผู้เล่นคนอื่น ใครที่ทำบอลหล่นตกลงสู่พื้นถือว่าแพ้ เกมนี้เป็นที่นิยมกันมาก จวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้ที่นิยมเล่นกันในประเทศญี่ปุ่น

ส่วนในทวีปยุโรป กีฟาฟุตบอลที่ว่านี้ ก็เริ่มนิยมเล่นกันตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน โบราณ โดย กรีก จะเรียกว่า "อีปิสกายรอส" ขณะที่ โรมัน จะเรียกว่า "ฮาร์ปุสตัม" ซึ่งการเล่นจะแบ่งเป็น 2 ฝ่ายในพื้นที่สี่เหลี่ยม มีเส้นแบ่งกึ่งกลางสนามและเส้นเขตแดน โดยผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องพยายามแย่งลูกฟุตบอลเล็กๆ แล้วใช้มือส่งบอล พาไปยังเขตแดนฝั่งตรงข้ามจนทำประตูให้ได้ ซึ่งการเล่น"อีปิสกายรอส" หรือ "ฮาร์ปุสตัม" ค่อนข้างจะไม่มีกฏเกณฑ์อะไรมาก สามารถเข้าไปอัด, กระแทก หรือ ชก คู่ต่อสู้ที่ถือบอล เพื่อพยายามแย่งบอลมาให้ได้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่าย

สำหรับกีฬาฟุตบอลสมัยใหม่ ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างคล้ายกับในปัจจุบันนี้ เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ที่ประเทศอังกฤษ จนในปี 1846 สมัยสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จึงเริ่มกำหนดกฏข้อบังคับ เรียกว่า "กติกาเคมบริดจ์" มี การแบ่งคู่แข่งออกเป็น 2 ทีม อนุญาตให้ใช้ทุกสรีระของร่างกายเล่นฟุตบอลได้ ยกเว้นมือเพียงอย่างเดียว จนกระทั่งได้รับ ความนิยมอย่างสูงแพร่หลายไปทั่วโลก และจากความนิยมนี้เอง ในปี 1902 เคานต์ ฟาน เดอ สเตร์ต็อง ปูตัว จึงได้ปรึกษา หารือกับ คอร์เรเลียส เฮิร์ชมันน์ นายธนาคารชาวดัตช์ เพื่ออยากจะจัดเกมการแข่งขันฟุตบอลโลกขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าชาติใดมี ลีลาการเล่นที่เป็น 1 ในโลก

แต่หลังจากที่ เคานต์ ฟาน เดอ สเตร์ต็อง ปูตัว กับ คอร์เรเลียส เฮิร์ชมันน์ ได้ส่งเรื่องนี้ไปให้ เฟรเดริค วอลล์ เลขาธิการสมาคมฟุตบอลของ อังกฤษ พิจารณาเพื่อขอความร่วมมือ ทว่าความคิดนี้ก็ต้องล้มเลิกลง เพราะ วอลล์ ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตามในปี 1904 ก็นับว่าโชคยังดีที่องค์กรลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ของ โลก อย่างสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) สามารถก่อตั้งขึ้นได้ โดยมี โรแบร์ กูริน เป็นประธานคน แรก จุดมุ่งหมายก็เพื่อ อยากจะจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกให้ได้
และความพยายามของฟีฟ่าก็ต้องรอเกือบ 30 ปีกว่าจะ ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ เมื่อ จูลส์ ริเมต์ ประธาน ฟีฟ่าชาวฝรั่งเศส ซึ่งรับตำแหน่งเป็นคนที่ 3 ในปี 1921 ได้ร่วมมือกับ อองรี เดอ โลเนย์ ประธานลูกหนังของเมืองน้ำหอม ผลักดันให้มี การลงมติชนะ 25 เสียง ต่อ 5 ให้ประเทศอุรุกวัยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ฟุตบอลโลก เป็นครั้งแรก แม้จะมีการคัดค้านจากหลายชาติในทวีปยุโรป ที่เห็นว่าการเดินทางไปทวีปอเมริกาใต้ค่อนข้างใช้ระยะเวลานาน รวมทั้งต้องเสียค่า ใช้จ่ายอย่างมหาศาลก็ตาม ฟุตบอล โลกจึงได้ถือกำเนิดเป็นครั้งแรก ที่ประเทศอุรุกวัย ในปี 1930 ด้วยข้ออ้างที่ว่า อุรุกวัย เป็นเจ้าของแชมป์ในกีฬา โอลิมปิกเกมส์ 2 สมัย และยังสามารถออกค่าใช้จ่ายให้กับทุกทีมที่เดินทางมาแข่งขันได้ ทำให้กีฬาลูกหนังที่มีอายุยืนยาวมานานหลายพันปีอุบัติขึ้นอย่างเป็นทางการ ให้ทุกชาติทั่วโลกต่างไขว่คว้าหาความสำเร็จตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต  เที่ยวเมืองบรูจจ์ นอกจากสถานที่่ท่องเที่ยวแล้ว “เบียร์” ของเบลเยียมก็มีชื่อก้องโลกไม่แพ้ช็อกโกแลตเลยเชียว
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์
หลังจากชาร์ตแบตในร่างกายมาเต็มเปี่ยม ก็ถึงเวลาเคลื่อนทัพเยี่ยมชมดินแดนช็อกโกแลตกันต่อ ซึ่งเมืองสวยในใจวันนี้ที่ต้องไปเห็นให้ได้กับตาคือ เมืองบรูจจ์
Brugge (บรูจจ์) เมืองบรูจจ์ เป็นเมืองริมชายฝั่งทะเลที่โด่งดังเมืองหนึ่งของประเทศเบลเยียม เมืองนี้ถูกล้อมรอบด้วยคูเมืองถึงสองชั้น ซึ่งน่าจะเป็นการป้องกันข้าศึกศัตรูในสมัยก่อนวิธีหนึ่ง ในปัจจุบัน บ้านเรือน อาคาร และโบสถ์ ยังคงรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบเดิมคือ เฟลมมิช และเรเนซอง ที่ดูวิจิตรสวยงามดุจดั่งมนต์ขลัง ตึกรามบ้านช่องดูเป็นระเบียบ ถนนหนทางก็ดูสะอาดตา แสดงว่าผู้คนเค้าต้องมีระเบียบวินัยในตนเองเป็นอย่างมาก
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์
เมื่อมาเมืองบรูจจ์ ก็ต้องมองหาสถานที่ที่น่าสนใจและมีชื่อเสียง เลยเดินเข้าโบสถ์ซะเลย เพราะที่โบสถ์พระแม่มารีของเมืองนี้มีประติมากรรมหินอ่อนชื่อว่า Madonna & Child ที่งดงาม โดยแกะสลักจากฝีมือศิลปินชื่อก้องโลกอย่าง มิเคลันเจโล เมื่อเดินเข้ามาภายในมันช่างเงียบสงบสมกับเป็นโบสถ์จริงๆ และบรรยากาศก็เย็นๆ หันซ้ายแลขวา และแล้วสายตาก็มาปะทะกับประติมากรรมหินอ่อนอันเลื่องชื่อที่ดูอ่อนช้อยงดงาม ไม่รู้ว่าท่านมิเคลันเจโลทำได้อย่างไร สุดยอด!
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์
ตื่นจากความตะลึงได้สักพัก ก็เดินออกมาสู่จัตุรัสใจกลางเมือง เยี่ยมชมวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ ต่างออกมายืดเส้นยืดสาย นั่งจิบกาแฟรับแดดรับลมตามร้านอาหาร ที่มีอยู่รอบจัตุรัส ซึ่งก็มีกิจกรรมต่างๆ มากมายไม่ว่างเว้น ณ จัตุรัสกลางเมืองแห่งนี้ อย่างเทศกาลเบียร์ ก็จะมีขบวนพาเลสยกมาอวดโฉมแสดงถึงความเป็นมาแบบดั้งเดิม ผู้คนก็แต่งตัวแบบชาวพื้นเมือง เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวต่างเมืองยิ่งนัก
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์
ออกจาก เมืองบรูจจ์ จึงรีบมุ่งหน้าสู่อีกเมืองหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ที่ น่าสนใจไม่น้อยเลย เพราะเห็นเค้าบอกว่าเมืองนี้มีแต่ผู้หญิง เอ๊ะ…ทำไมเป็นงั้นล่ะ เลยรีบซอยเท้าไปหาคำตอบที่เมือง Tongeren
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์
Tongeren เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศเบลเยียม ตัวเมืองล้อมรอบด้วยกำแพงหินที่ดูแน่นหนาแข็งแรง เมืองนี้นับว่าเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างแดนมากที่สุด เพราะนอกจากประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว สถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างที่ยังคงอยู่ มันเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้ศึกษาและใคร่รู้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพวกที่ชอบประวัติศาสตร์ต่างแดนอย่างเรา ที่สำคัญเมืองนี้เค้ามีไกด์คอยบอกกล่าวเล่าเรื่องราว และพาเดินชมรอบเมืองกันเป็นอาชีพเลยเชียว
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์
เลยได้ความมาว่า แต่เดิมในครั้งประวัติศาสตร์พวกนักต่อสู้เพื่อศาสนา เค้าเกณฑ์ผู้ชายออกไปรบทับจับศึก จึงปล่อยให้ผู้หญิงนั้นอยู่บ้าน แต่เนื่องจากเหล่าบรรดาผู้หญิงต่างก็อยู่กระจัดกระจายไปทั่ว ซึ่งยากแก่การดูแล จึงให้มารวมตัวกันอยู่ที่เมืองนี้เพื่อง่ายต่อการดูแล และรักษาความปลอดภัย แต่ก็นั่นแหละ เมื่อเหล่าแม่บ้านมารวมตัวกันก็เลยเกิดการหาอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ระหว่าง สามีไปรบ จึงได้มีการทำบ้านพักคนชราเกิดขึ้น แต่มีข้อแม้ว่า หากคนชราใดที่มีฐานะและอยากมาอยู่บ้านนี้ ก็ต้องมีการจ่ายเงินเป็นการแลกเปลี่ยน เลยทำให้บรรดาแม่บ้านนักรบพวกนี้มีรายได้ นับว่ามีฐานะกันเลยทีเดียว แต่เค้าก็ไม่ได้นอนกอดเงินอย่างเดียวนะ พวกเค้ารวมเงินกันสร้างโบสถ์ ซึ่งเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่เมืองนี้ด้วย เรียกว่าเงินหมุนเวียนสู่สังคมจริงๆ ซึ้ง
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์
ย่ำเท้ากันจนเมื่อย แต่มีความสุขจริงๆ ที่สมองเต็มอิ่มไปด้วยประวัติศาสตร์ต่างแดนแต่ครั้งโบราณ แต่ว่าท้องมันเริ่มครวญครางถามว่าลืมอะไรไปหรือเปล่า อืม…น่าเห็นใจ งั้นขอปิดท้ายทริปเบลเยียมด้วยการหาอาหารเลื่องชื่อของประเทศนี้เอาใจมันซะ หน่อย
อาหารท้องถิ่นลือนามของชาวเบลเยียม คือ Moules Frites และ Pommes Frites
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์
Moules Frites คือ หอยแมลงภู่อบ ใส่หัวหอมใหญ่ และเครื่องปรุงรสตามแบบฉบับชาวเบลเยียม เสริฟพร้อมมันฝรั่งทอด แต่มันฝรั่งเค้าปรุงรสด้วยนะ รสชาติกลมกล่อม โดยเฉพาะหอยแมลงภู่เนื้อหวาน สดทุกตัว อร่อยถูกปากเลยซัดซะพุงกาง จากนั้นต่อด้วยอีกจานที่ลือชื่อ แต่เราว่ามันน่าจะเป็นของกินเล่นแกล้มเบียร์มากกว่า เลยจัดมาคู่กันซะเลย
Pommes Frites คือ มันฝรั่งทอดต้นตำหรับฉบับเบลเยียม น่าจะเป็นอย่างเดียวกับที่เสริฟมาพร้อมกับหอยแมลงภู่นั่นแหละ แต่คราวนี้จัดเต็มจานเลย เพราะจะนำมาเคล้าเบียร์ซะหน่อยจะได้คล่องคอ เพราะเบียร์ของประเทศเบลเยียมนี่ก็ ชื่อก้องโลกไม่แพ้ช็อกโกแลตเลยเชียว แล้วก็จริงดังว่า มันฝรั่งเค้ากรอบนอกนุ่มใจถูกใจจัง แถมมีชีสดิ๊ปให้จิ้มอีก อร่อยที่สุด จิบเบียร์ไปกินมันฝรั่งไปจนลืมว่าท้องจะแตกแล้ว แต่เบียร์เค้าก็สุดยอดมีหลายรสชาติให้เลือก แต่ไม่ต้องกลัว ไม่เมาหรอก ไม่มีเบียร์ชาติไหนขมปี๋เท่าเบียร์ไทยอีกแล้ว แล้วไม่นานทุกอย่างก็อันตรธานหายไปในพริบตา เลยขอปิดทริปการเดินทางแบบตาหวานเยิ้ม และคอนเฟริ์มว่าเบลเยียม ของเค้าเยี่ยมจริงๆ
เบลเยียม สวรรค์แห่งช็อกโกแลต ตอนที่ 2 เที่ยวเมือง บรูจจ์

วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

วัฒนธรรม ในประเทศฝรั่งเศสและสิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ

Sleep in officeชาวฝรั่งเศสมีวัฒนธรรมการนอนกลางวัน จึงส่งผลให้ประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสชอบนอนกลางวันตามไปด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนลึกของวัฒนธรรม คล้ายคลึงกับของอังกฤษและอิตาลีอยู่แล้ว ไม่สามารถแบ่งได้ชัดเจนเด่นชัด เช่น การจับมือ ภาษา เป็นต้น สิ่งที่ควรทำ - ไม่ควรทำ 1.คุณสามารถกล่าวทักทายว่าบงชู (Bonjour) ซึ่งหมายถึงสวัสดีตอนเช้า หรือบงซัว (Bonsoir) ที่หมายถึงสวัสดีตอนเย็น กล่าวลาเมื่อจะจากไปด้วยคำว่า โอ"เครอ"วัว (Au revoir)  ที่แปลว่า ลาก่อน และกล่าวขอบคุณว่า แม็กซิ (Merci) ได้Bonjour in France2. วิธีทักทายสำหรับคนที่รู้จักกันนั้นคือการแลกจูบแก้มซึ่งกันและกัน ไม่ว่าคู่ทักทายของคุณจะเป็นหญิงหรือชาย ตามงานพิธีต่างๆ ชาวฝรั่งเศสใช้วิธีชนแก้มกันทั้งสองข้าง (la bise) ว่ากันว่าชาวปารีสนิยมแนบแก้มกันถึง 4 ครั้ง ถ้าเป็นเมืองนอกเขตปารีสทำเพียง 2 ครั้งBise bise3. เมื่อไปรับประทานอาหารตามภัตราคารอย่าตะโกนเรียกบริกรว่า"การ์ซ็อง (garçon)" ที่ตรงกันกับภาษาอังกฤษว่า boy ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสถือว่าไม่ สุภาพ ควรเรียกว่าเมอซิเออร์ และกล่าวคำว่า ซิล วู เปล ซึ่งแปลว่ากรุณา เวลาสั่งอาหารหรือขออะไรเพิ่มเติมจึงถือว่าสุภาพและควรถอดหมวก เสื้อคลุม โอเวอร์โค๊ดหรือแจ้กเก็ต เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่ก่อนทุกครั้งBoy = Garcon4. สนามหญ้าในฝรั่งเศสมีไว้ให้ดูและชื่นชมความเขียวชอุ่ม ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ยกเว้นตามสนามหญ้าที่เปิดเป็นสาธารณะ หากคุณละเมิดกฏเข้าไปในสนามหญ้าซึ่งมีป้าย pelouse interdite แปลว่า สนามหญ้าห้ามเข้า กำกับอยู่ ถือว่าคุณทำผิดกฏหมายpelouse interdite - garden permitt5. เมื่อชาวฝรั่งเศสต้องการโบกมือลาเขาจะยกมือพร้อมกับขยับนิ้วขึ้นลง ๆSay Good bye6. รถแท็กซี่ในฝรั่งเศสนั่งได้ 3 คน เฉพาะที่ตรงด้านหลังคนขับเท่านั้นที่นั่งด้านขวามือข้างหน้าคู่กับคนขับ นั้น มักไว้ให้เป็นที่นั่งของสัตว์เลี้ยงTaxi in Paris

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

CHRISTOPHE JOSSE คริสตอฟ จอสส์ ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส เจ้าของตำแหน่ง “แกรนด์ กูตูร์ริเย่ร์” ตำแหน่งอันทรงเกียรติที่สมาพันธ์ห้องเสื้อชั้นสูงแห่งประเทศฝรั่งเศส (La Chambre Syndicale de la Haute Couture Française) มอบให้กับผู้สร้างสรรค์ผลงานการออกแบบชั้นสูงระดับโอต์ กูตูร์ซึ่งมีเพียง 12 ห้องเสื้อชั้นนำระดับโลกเท่านั้น ที่ได้พิสูจน์ฝีมือจนได้ตำแหน่งอันทรงเกียรติมาครองนี้ ได้แก่ Adeline André, Anne Valérie Hash, Atelier Gustavolins, Chanel, Christian Dior, Christophe Josse, Franck Sorbier, Givenchy, Jean Paul Gaultier, Maurizio Galante, Stéphane Rolland และ Giambattista Valli

CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
สำหรับงานครั้งนี้ คริสตอฟ จอสส์ นำเสนอคอลเลคชั่นโอต์ กูตูร์ “Opulently Uncluttered” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโบสถ์ Church of Lights ในเมืองอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของทะดะโอะ อันโดะ สถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น คอลเลคชั่นนี้สื่อถึงความโรแมนติกแบบร่วมสมัย เจือกลิ่นอายสปอร์ตแวร์จางๆ ใช้โครงสร้างแบบเรขาคณิต ให้อารมณ์มินิมัลแบบไม่จงใจ จุดเด่นอยู่ที่การนำวัสดุต่างเท็กซ์เจอร์มาผสมผสานกันอย่างลงตัวในแต่ละชุด อาทิ การแมชต์หนังจระเข้มันวาวกับผ้าเครปด้าน หรือการเนรมิตผ้าเครปสีขาวให้เกิดประกายเหลือบด้วยเทคนิค การไล่สีเลื่อม หรือการนำเม็ดแก้วเป่าสีทองมาประดับบนขนบีเวอร์ และผ้านีโอพรีน รวมถึงการใช้หนังแก้วสีทองประดับบนผ้าชีฟองสีดำที่ดูราวกับแร่ทองคำกำลังหลอมละลายอยู่บนเนื้อผ้า โทนสีหลักที่เลือกใช้คือขาว เทาอมเบจ ทอง และ ดำ และยังมีสีโอลด์โรส ม่วงไลแลค เทามุก ชมพูเหลือบเทา และสีฟ้าอมเขียวน้ำทะเล
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
คริสตอฟ จอสส์ สั่งสมประสบการณ์ด้านแฟชั่นจากการร่วมงานกับห้องเสื้อชั้นนำของฝรั่งเศสเป็นเวลากว่า15 ปี หลังจากจบการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ศิลป์จากมหาวิทยาลัยในปารีส และเลือกศึกษาต่อในสาขา Stylisme ก็ได้เข้าฝึกงานกับแบรนด์ Louis Féraud ต่อมาได้ร่วมงานกับห้องเสื้อ Torrente ห้องเสื้อชั้นสูงที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนานของฝรั่งเศส ในฐานะผู้ช่วยมือหนึ่งของ Rose Torrente-Mett เจ้าของห้องเสื้อ
และต่อมาในปี 2003 หลังจากที่ Rose Torrente-Mett เสียชีวิตลง ก็รับบทบาทผู้สืบทอดตำแหน่งผู้อำนวยการ ห้องเสื้อ เขาเริ่มแสดงผลงานคอลเลคชั่นแรกในชื่อตนเอง ในปี 2005 และในปี 2006 ได้รับเกียรติจากสมาพันธ์ห้องเสื้อชั้นสูงแห่งประเทศฝรั่งเศสให้ร่วมโชว์ผลงานบนเวทีโอต์กูตูร์ แฟชั่นวีคในปารีส ในฐานะสมาชิกรับเชิญ ต่อมาในปี 2008 ได้ก่อตั้งห้องเสื้อของตนเองขึ้นในปารีส และในปี 2011 ก้าวขึ้นสู่ความเป็นที่สุดในตำแหน่ง “แกรนด์ กูตูร์ริเย่ร์”

CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
เอกลักษณ์อันโดดเด่นของคริสตอฟ จอสส์ คือผลงานแฟชั่นชั้นสูงที่สวมใส่ได้จริง สไตล์ “Urban Romanticism” สื่อถึงความเป็นผู้หญิงเต็มเปี่ยม ทั้งความโรแมนติก งามสง่า บางเบา อ่อนหวาน และนุ่มนวล ฟุ้งไปด้วยจิตวิญญาณแบบฝรั่งเศสผสมผสานกับดีไซน์ร่วมสมัย รังสรรค์ด้วยฝีมือการตัดเย็บอันประณีตจากช่างผู้ชำนาญ โดยนำเสนอทั้งคอลเลคชั่นโอต์ กูตูร์ และ Ready to wear

CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู
CHRISTOPHE JOSSE ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวฝรั่งเศส อวดแฟชั่นโชว์คอลเลคชั่นสุดหรู

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557


Georges Méliès พ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์

Georges Méliès (8 Dec 1861- 21 Jan 1932)
              Georges Méliès est un cinéaste français, universellement considéré comme le créateur du spectacle cinématographique, car il est le premier à avoir eu l'idée d'utiliser le cinéma comme spectacle , au delà de son intérêt scientifique.
              En 1897 il crée un studio vitré dans sa propriété de Montreuil et filme ses acteurs devant des décor peints, directement inspirés par les spectacles de magie de son théâtre, le théâtre Robert Houdin, il développe aussi un atelier de coloriage manuel de ses films, procédé largement inspiré de ce qui se fait pour la colorisation de photos en noir et blanc. Son premier film important, L'Affaire Dreyfus (1899) est une reconstitution de 10 minutes qui témoigne de son intérêt pour réalisme politique.

             Le Voyage dans la lune (1902) son chef-oeuvre véritable d'illusions photographique et d'innovations techniques, est son film le plus célèbre. Depuis 1961, l'association des amis de Georges Méliès recherche et restaure les films disparus de Méliès et organise des projection ai recréent l'ambiance des premières séances de cinéma, avec un pianiste et bonimenteur.


ผู้คิดเทคนิคการทำภาพยนต์คนแรก

     Georges Méliès นักภาพนตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ที่ได้รับการยกย่องในระดับสากลว่าเป็นนักรังสรรค์การแสดงในเชิงภาพยนตร์ เค้าเป็นบุคคลแรกที่มีแนวคิดในการใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อเพื่อสร้างความบันเทิง
      ในปี ค.ศ. 1897 เขาได้สร้งสตูดิโอกระจกขึ้นในที่ดินของเขาที่เมือง Montreuil และได้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรกโดยนักแสดงของเขา (บ่อยครั้งที่ร่วมแสดงเอง) กับฉากที่ถูกเขียนขึ้นจากฝีมือการวาดภาพของเค้าเอง ภาพยนตร์ในช่วงแรก ๆ ของเขา เค้าได้รับแรงบันดาลใจมาจากการแสดงมายากลจากลครของเค้า และ Robert Houdin
      ด้วยอัจฉริยะทางศิลปะของ Georges Méliès เค้าได้คิดค้นเทคนิคการถ่ายทำภาพยนตร์สี โดยพัฒนาโรงแต่งสีภาพยนตร์ด้วยมือ ทำให้ภาพขาวดำเกิดสีสรรค์
      L'Affaire Dreyfus (1899) ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Georges Méliès เป็นภาพยนตร์ความยาว 10 นาที ซึ่งเป็นประจักษ์พยานให้เห็นถึงความสนใจของเขาต่ออรรถนิยมทางการเมือง
     Le Voyage dans la lune ผลงานชิ้นโบว์แดงทางมายาภาพยนตร์ นวัตกรรมทางเทคนิคอันยิ่งใหญ่ที่สร้างชื่อให้กับเค้ามากที่สุด ผลงานที่มีคนกล่าวถึงว่าเป็นภาพยนตร์อมตะที่ไม่มีวันตาย
     1961 : สมาคมสหายแห่ง Georges Méliès ได้ทำการสืบค้นและบูรณะภาพยนตร์ที่สูญหายไป และจัดฉายภาพยนตร์ที่ให้บรรยากาศเหมือนในยุคแรกเริ่ม น่าเสียดายที่พ่อมดแห่งวงการภาพยนตร์ที่เปี่ยมไปด้วยอัจฉริยภาพคนนี้ ต้องจากโลกนี้ไปก่อนที่จะได้เห็นความรุ่งโรจน์แห่งวงการภาพยนตร์ ถ้าเค้ายังมีชีวิตอยู่ เค้าคงจะรังสรรค์งานศิลปะบนแผ่นฟิล์มให้เราได้ชมกันไม่มีวันหน่ายเลยทีเดียว

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

              ครั้งแรกที่ได้รับคำเชิญจากสายการบินไทยแอร์เอเชีย ให้ร่วมเดินทางไปเยี่ยมชมโรงงานประกอบเครื่องบินแอร์บัส ที่เมืองตูลูส (Toulouse) ประเทศฝรั่งเศส ในโอกาสที่สายการบินไทยแอร์เอเชีย สั่งซื้อเครื่องบินแอร์บัส A320 เครื่องใหม่ป้ายแดงยกฝูง 40 ลำ เพื่อนำมาให้ บริการคนไทย

หลังทนนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่บนเครื่องบินนานกว่า 10 ชั่วโมง เราก็ลัดฟ้ามาถึงเมืองตูลูส เมืองใหญ่อันดับ 4 ของดินแดนแห่งน้ำหอมและแฟชั่น แรกที่ได้สัมผัส ยอมรับว่าผิดคาดจริงๆ เมืองตูลูสไม่มีสภาพของเมืองอุตสาหกรรมให้เห็นแม้แต่นิดเดียว ทั้งที่เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอากาศยาน นอกจากจะมีโรงงานประกอบเครื่องบินของแอร์ บัสแล้ว ที่นี่ยังเป็นศูนย์การศึกษาอวกาศแห่งชาติ (Centre National d'Etudes Spatiales) รวมทั้งมีบริษัทสร้างดาวเทียมธีออสตั้งอยู่อีกด้วย

 

เมืองตูลูส เป็นเมืองหลวงของแคว้นมีดิ-ปิเรเน่ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบสลับเนินเขา อากาศอบอุ่นแบบเมดิ-เตอร์เรเนียน ไม่หนาวเหน็บเหมือนตอนเหนือ แม้จะเป็นเมืองใหญ่แต่ ก็ไม่แออัด ผู้คนตั้งบ้านเรือนกระจายกันอยู่ทั้งในเขตเมืองชั้นใน เขตเมืองชั้นนอก และเขตชนบท ซึ่งส่วนใหญ่ยังยึดอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก โดยในเขตตัวเมืองชั้นใน ตึกรามบ้านช่องนิยมก่อสร้างด้วยอิฐดินเผาแบบโบราณสีแดงก้อนโตๆ เหตุนี้เองทำให้ เมืองตูลูสได้รับสมญาว่า “เมืองสีชมพู” (Ville Rose) ยิ่งยามเย็นพระอาทิตย์ใกล้ตกดินจะเห็นได้เด่นชัดว่าเมลืองมลังด้วยแสงสีชมพู อาคารส่วนใหญ่จะเน้นสถาปัตย-กรรมสไตล์ฝรั่งเศส โดยเฉพาะยุคเรอเนสซองส์ แต่ละหลังมีความสูงเพียงไม่กี่ชั้น ไม่มีตึกสูงๆระเกะระกะตาให้ เห็น เขตเมืองชั้นในนี้มองเผินๆคล้ายนครปารีสที่เป็นเมืองหลวงเช่นกัน

ประชากรที่นี่มีอยู่ราวๆ 1 ล้านคนเท่านั้น และมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ นอกจากคนฝรั่งเศสแท้แล้ว ยังมีชาวแอลจีเรีย แอฟริกัน มุสลิม ซิกข์ รวมทั้งคนเอเชีย จีน ไทย และลาว อยู่รวมกันอย่างสงบสุข คนตูลูสเป็นคนสบายๆ ยิ้มง่าย ไม่ค่อยซีเรียส สภาพเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในขั้นดี

วิถีชีวิตผู้คนก็ไม่เร่งรีบมากนัก เช้าก็ไปเรียน ไปทำการทำงาน พอตกบ่ายทั้งวัยรุ่นหนุ่มสาวและคนทำงาน จะพากันมานั่งจิบน้ำชา กาแฟ ซดเบียร์ พูดคุยสรวลเสเฮฮากันตามร้านอาหารในย่านจัตุรัส “ปลาซ ดู กาปิตอล” (Place du capitole) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง หรือไม่ก็เดินช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมดังๆ ระดับโลกในย่านนั้นกันอย่างสบายอารมณ์ ถึงจะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวชั้นนำของฝรั่งเศส แต่เมืองตูลูสก็มีของดีไว้ อวดแขกบ้านแขกเมืองกับเขาเหมือนกัน ยิ่งคนที่ชอบด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมด้วยแล้วห้ามพลาดเมืองนี้เด็ดขาด



สถานที่แรกที่ควรไปเยี่ยมชมคือ “โบสถ์แซงต์ แซร์แนง” (La Basilique Saint Sernin) ที่มีชื่อเสียงก้องโลก สร้างขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ศิลปกรรมโรมันเนสก์ โบสถ์หลังนี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน ถูกทำลายครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยน้ำมือข้าศึกผู้รุกราน แต่ชาวเมืองก็ต่อสร้างเสริมขึ้นใหม่เรื่อยๆ จุดเด่นคือยอดโดมหรือหอคอย ที่มีความสูงมากกว่าตึก 10 ชั้น สมัยก่อนใช้เป็นที่เฝ้าดูข้าศึกที่จะเข้ามาโจมตีเมือง ภายในตัวโบสถ์โอ่อ่าอลังการ จุคนได้นับพันคน บรรยากาศเข้มขลังปนลึกลับ พาลให้นึกถึงหนังเรื่อง “รหัสลับดาวินซี” แต่พอคุ้นสักพักก็ทำให้จิตใจสงบสุขได้อย่างประหลาด

อีกสถานที่หนึ่งที่ห้ามพลาด “โบสถ์แซงต์ เอเตียง” (Saint-Etienne Cathedral) ตั้งอยู่ในเขตตัวเมืองตูลูสเช่นกัน แม้จะมีขนาดเล็กกว่าโบสถ์แซงต์ แซร์แนง แต่ก็มีความสวยงามและมีประวัติน่าสนใจไม่แพ้กัน โบสถ์แซงต์ เอเตียง เริ่มก่อสร้างในยุคจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ และมีการปรับปรุงเรื่อยมา ภายในโบสถ์จะมีกระจกสี (Stained glass) บอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล ประดับประดาอยู่ตามบานหน้าต่างของตัวโบสถ์ ถือเป็นจุดเด่นของโบสถ์สไตล์โกธิค



เมืองตูลูสมีดอกไม้ประจำถิ่น ชาวเมืองเรียกว่า “ไวโอเลต เดอ ตูลูส” ลักษณะเป็นดอกเล็กๆ สีม่วง คล้ายดอกดุสิตา ซึ่งเป็นกล้วยไม้ดินชนิดหนึ่งในบ้านเรา จะเบ่งบานชูช่อในราวเดือนพฤศจิกายน ว่ากันว่าช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่เมืองตูลูสสวยงามที่สุด เพราะนอกจากจะอากาศดีแล้ว ยังมีสีสันของดอกไม้มาช่วยแต่งแต้มความงามให้กับเมืองเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย ชาวตูลูสนิยมเก็บดอกไม้ชนิดนี้มาทับให้แห้ง ทำเป็นของที่ระลึก อาทิ ที่คั่นหนังสือ หรืออาจนำไปแปรรูปเป็นชา หรือผสมกับน้ำตาลทรายให้เป็นสีม่วง ขายให้นักท่องเที่ยว

เที่ยวชมเมืองตูลูสจนหนำใจแล้ว ถ้าใครมีเวลาก็ไม่ควรพลาด ขับรถเลยจากตัวเมืองตูลูสไปราว 90 กิโลเมตร ก็จะถึงเมืองโบราณที่มีชื่อว่า “เมืองคาร์คาซอน” (Carcasonne) สร้างขึ้นสมัยโรมันเรืองอำนาจ ใน ค.ศ.453 จากนั้นมีการก่อสร้างเพิ่มเติมในยุคต่อๆมาอีกหลายสมัย กระทั่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1997



เมืองนี้มีความแปลกเนื่องจากตัวเมืองตั้งอยู่ในกำแพงปราสาท ซึ่งมีชัยภูมิที่ดีเพราะอยู่บนเนินสูง มองเห็นข้าศึกได้แต่ไกล มีการก่อสร้างกำแพง คูคลอง และหอรบไว้พร้อมสรรพ จนกลายเป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ที่ข้าศึกยากจะพิชิตได้ง่ายๆ ปัจจุบันถือเป็นเมืองโบราณที่ยังมีชีวิต เข้าไปเยี่ยมชมแล้วคล้ายย้อนกลับไปสู่ยุคกลางของยุโรป ภาพอัศวินนักรบสวมเกราะเหล็กหนักอึ้ง ถือทวนยาวเฟื้อยควบม้าวิ่งเข้าต่อสู้กัน ปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นในจินตนาการทันที หากใครเคยชมภาพยนตร์เรื่อง “โรบินฮูด” ภาคที่มี “เควิน คอสเนอร์” แสดงเป็นพระเอก ก็คงร้องอ๋อ เพราะฉากในหนังเรื่องนั้นส่วนใหญ่ถ่ายทำที่เมืองคาร์คาซอนแห่งนี้

หากใครมีโอกาสแวะไปฝรั่งเศส ลองไปเยี่ยมเยือนเมืองตูลูสบ้าง แล้วจะพบว่าฝรั่งเศสมีอะไรมากกว่าแหล่งช็อปปิ้ง แฟชั่นเสื้อผ้า และน้ำหอม เพราะ ตูลูสอบอุ่นเกินกว่าที่คิด ไปเยือนแล้วอาจทิ้งหัวใจไว้ที่นั่นก็ได้